<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Sex เพศศึกษา เซ็กส์ เพศสัมพันธ์ เรื่องเพศ</title>
	<atom:link href="http://sex.msn.in.th/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://sex.msn.in.th</link>
	<description>เว็บข้อมูล เรื่อง เพศศึกษา เซ็กส์ เพศสัมพันธ์ ปัญหาทางเพศ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Mar 2010 09:18:55 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ปัญหาการหลั่งเร็ว (Premature ejaculation)</title>
		<link>http://sex.msn.in.th/sex-10.html</link>
		<comments>http://sex.msn.in.th/sex-10.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 09:18:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[Premature ejaculation]]></category>
		<category><![CDATA[sex]]></category>
		<category><![CDATA[ปัญหาการหลั่งเร็ว]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sex.msn.in.th/?p=36</guid>
		<description><![CDATA[กล่าวกันว่าปัญหาการหลั่งเร็ว( Premature ejaculation) ของชายชาตรีนั้น อยู่คู่กับโลกใบนี้มาเนิ่นนาน และยังเกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นปัญหาคลาสสิกที่ทำลาย ความเชื่อมั่นของหนุ่มทุกคนรองจากปัญหาการไม่แข็งตัว
เชื่อกันว่า มีผู้ชายทั่วโลกถึง 70 % ที่ต้องวิ่งโร่ร้อง &#8220;ช่วยด้วยคุณหมอ ผมหลั่งเร็วครับ&#8221; จดหมายนับพันและโทรศัพท์อีกนับร้อยของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ส่งมาถึงผม ย่อมแสดงให้เห็นว่า การหลั่งเร็วเป็นความอัปยศอดสูชนิดลึกสุดใจของพวกเขาเลยทีเดียว ปัญหาที่ไถ่ถามต่อมาอีกก็คือ อาการหลั่งเร็วที่ว่านี้รักษาให้หายขาดได้หรือเปล่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคุณผู้ชายก่อนว่า
แค่ไหนถึงเรียกว่า หลั่งเร็ว คำนิยามของอาการหลั่งเร็วที่ได้รับการยอมรับกันมากที่สุดนั้นเป็นคำนิยาม ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน
ซึ่งมีเกณฑ์วินิจฉัยอยู่ 3 ข้อคือ
1. การหลั่งน้ำอสุจิหลังจากมีการกระตุ้นทางเพศเพียงเล็กน้อย อาจเกิดขึ้นก่อน ที่จะมีการสอดใส่ ขณะสอดใส่ หรือเป็นเวลาสั้นๆเพียง 2 นาทีหลังจากสอดใส่
2. มีอาการที่ไม่ได้เกิดจากยาหรือสารเคมีบางชนิด
3. ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างคู่สมรสหรือคู่นอน
สาเหตุของการหลั่งเร็วนั้นยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เชื่อกันว่า เป็นได้ทั้ง จากปัญหาทางจิตใจและโรคทางกายที่เกี่ยวกับระบบประสาท ในรายที่อายุยังน้อยมัก จะเกิดจากความวิตกกังวล ความกลัวต่อการตั้งครรภ์ การประหม่าหรือตื่นเต้น ซึ่งเมื่อได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางเพศและเรียนรู้วิธีการยืดระยะเวลาก็จะปรับตัว จนหลั่งได้เป็นปกติไปเอง
แต่สำหรับบางคนที่ไม่ได้รับการแก้ไขนั้นจะยิ่งมีความกังวล ที่ต่อเนื่องจนเกิดความเครียดและเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักติดตามมา ส่วนสาเหตุทางกายนั้นอาจเป็นผลมาจากความบกพร่องในการแข็งตัวขององคชาต ทำให้หลั่งน้ำอสุจิเร็วเนื่องจากกลัวว่าองคชาตจะอ่อนตัวก่อนที่จะถึงจุดสุดยอด ในบางราย ก็พบว่า เกิดจากความไวต่อการสัมผัสที่ผิวหนังขององคชาติ
แต่นักเพศบำบัดหลายคนเชื่อว่า น่าจะมีสาเหตุของประสบการณ์ร่วมด้วยเช่น บางคนเคยชินกับการช่วยตัวเองแบบเร่งรีบหรือมีเซ็กซ์ประเภทรถด่วน พอลงสังเวียนรัก นกเขาก็หมอบกลายเป็นนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีการเรียนรู้และฝึกฝนจนแก่กล้า ที่สำคัญนั้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กล่าวกันว่าปัญหาการหลั่งเร็ว( Premature ejaculation) ของชายชาตรีนั้น อยู่คู่กับโลกใบนี้มาเนิ่นนาน และยังเกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เป็นปัญหาคลาสสิกที่ทำลาย ความเชื่อมั่นของหนุ่มทุกคนรองจากปัญหาการไม่แข็งตัว</p>
<p>เชื่อกันว่า มีผู้ชายทั่วโลกถึง 70 % ที่ต้องวิ่งโร่ร้อง &#8220;ช่วยด้วยคุณหมอ ผมหลั่งเร็วครับ&#8221; จดหมายนับพันและโทรศัพท์อีกนับร้อยของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ส่งมาถึงผม ย่อมแสดงให้เห็นว่า การหลั่งเร็วเป็นความอัปยศอดสูชนิดลึกสุดใจของพวกเขาเลยทีเดียว ปัญหาที่ไถ่ถามต่อมาอีกก็คือ อาการหลั่งเร็วที่ว่านี้รักษาให้หายขาดได้หรือเปล่า<span id="more-36"></span> ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับคุณผู้ชายก่อนว่า</p>
<p>แค่ไหนถึงเรียกว่า หลั่งเร็ว คำนิยามของอาการหลั่งเร็วที่ได้รับการยอมรับกันมากที่สุดนั้นเป็นคำนิยาม ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน</p>
<p>ซึ่งมีเกณฑ์วินิจฉัยอยู่ 3 ข้อคือ</p>
<p>1. การหลั่งน้ำอสุจิหลังจากมีการกระตุ้นทางเพศเพียงเล็กน้อย อาจเกิดขึ้นก่อน ที่จะมีการสอดใส่ ขณะสอดใส่ หรือเป็นเวลาสั้นๆเพียง 2 นาทีหลังจากสอดใส่<br />
2. มีอาการที่ไม่ได้เกิดจากยาหรือสารเคมีบางชนิด<br />
3. ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างคู่สมรสหรือคู่นอน</p>
<p>สาเหตุของการหลั่งเร็วนั้นยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัด แต่เชื่อกันว่า เป็นได้ทั้ง จากปัญหาทางจิตใจและโรคทางกายที่เกี่ยวกับระบบประสาท ในรายที่อายุยังน้อยมัก จะเกิดจากความวิตกกังวล ความกลัวต่อการตั้งครรภ์ การประหม่าหรือตื่นเต้น ซึ่งเมื่อได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางเพศและเรียนรู้วิธีการยืดระยะเวลาก็จะปรับตัว จนหลั่งได้เป็นปกติไปเอง</p>
<p>แต่สำหรับบางคนที่ไม่ได้รับการแก้ไขนั้นจะยิ่งมีความกังวล ที่ต่อเนื่องจนเกิดความเครียดและเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่รักติดตามมา ส่วนสาเหตุทางกายนั้นอาจเป็นผลมาจากความบกพร่องในการแข็งตัวขององคชาต ทำให้หลั่งน้ำอสุจิเร็วเนื่องจากกลัวว่าองคชาตจะอ่อนตัวก่อนที่จะถึงจุดสุดยอด ในบางราย ก็พบว่า เกิดจากความไวต่อการสัมผัสที่ผิวหนังขององคชาติ</p>
<p>แต่นักเพศบำบัดหลายคนเชื่อว่า น่าจะมีสาเหตุของประสบการณ์ร่วมด้วยเช่น บางคนเคยชินกับการช่วยตัวเองแบบเร่งรีบหรือมีเซ็กซ์ประเภทรถด่วน พอลงสังเวียนรัก นกเขาก็หมอบกลายเป็นนกกระจอกไม่ทันกินน้ำ เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีการเรียนรู้และฝึกฝนจนแก่กล้า ที่สำคัญนั้น คุณต้องไม่อายต่อสาวคนรัก เรื่องนี้บางครั้งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากเธอด้วย ให้เธอเข้าใจว่า คุณกำลังประสบปัญหาสุขภาพทางเพศอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม</p>
<p>การรักษาอาการหลั่งเร็วจากแพทย์นั้นเพื่อให้คนไข้มีความอดทนในการหลั่ง หรือพยายามที่จะลดความรู้สึกที่ไวต่อสิ่งเร้า เริ่มที่การซักประวัติของคุณในด้านต่างๆ เช่น สภาพจิตใจ การแต่งงาน การมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยา การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า โดยอาจจะ ซักถามภรรยาด้วยเพื่อจะได้ทราบถึงระดับความรุนแรงของปัญหาในชีวิตคู่ จากนั้น จะทดสอบความรู้สึกรับสัมผัสที่ผิวหนังบริเวณส่วนนั้น แต่การรักษานั้น คุณก็สามารถกระทำด้วยตัวเองได้ โดยจะต้องมีการฝึกฝน ตนเองอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับอาศัยความอดทน จนเกิดความเคยชินแล้วก็จะหลั่งช้า จนเป็นปกติในที่สุด</p>
<p>ยุทธวิธีชะลอการหลั่งที่ปรมาจารย์ด้านเพศหลายสำนักได้บัญญัติไว้มีดังนี้ครับ</p>
<p>1. การขมิบก้น หรือการบริหารกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณอุ้งเชิงกราน คือ รอบๆทวารหนักนั่นเอง คล้ายๆกับเวลาอยากถ่ายอุจจาระแล้วอั้นไว้โดยนับ 1-10 ในใจ ช้าๆแล้วค่อยๆคลายออก นับเป็น 1 ชุด ทำอย่างนี้วันละ 10-15 ครั้ง การฝึกแบบนี้ใน ระยะแรกจะรู้สึกยากลำบากสักหน่อย ก็อย่าไปวิตก ทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น หมั่นฝึกจนกว่า จะบังคับได้ ให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหดรัดตัวเวลาที่มีกิจกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะช่วยตัวเอง หรือมีเพศสัมพันธ์ พอรู้สึกว่าจะหลั่งก็สั่งกล้ามเนื้อชุดนี้ให้หดตัวไปบีบรัดท่อปัสสาวะ สกัดไม่ให้น้ำอสุจิหลั่งออกมา วิธีนี้ถือเป็นศิลปะขั้นสูงเลยทีเดียว</p>
<p>2. Start and Stop Technique หรือเทคนิคบีบและคลาย วิธีการก็คือ ให้ช่วยตัวเองด้วยมือข้างที่ถนัด เมื่อใกล้ที่จะหลั่งก็ให้เอานิ้วหัวมือมือและนิ้วชี้บีบรัด ตรงคอขอดส่วนหัวองคชาตหรือที่เอ็นสองสลึง บีบแรงๆรอจนไม่มีความรู้สึกที่จะหลั่งออกมา หรือองคชาตอ่อนตัวแล้วค่อยกระตุ้นขึ้นมาใหม่ ทำอย่างนี้สัก 3 ครั้ง ค่อยปล่อยให้หลั่ง ออกมาในครั้งที่ 4 ฝึกแบบนี้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งแล้วแต่โอกาสจะอำนวยเป็นการออกกำลัง บริหารกล้ามเนื้อที่องคชาตไปด้วยในตัว จากนั้นก็พัฒนาขึ้นไปอีกโดยให้สาวคนรัก เป็นผู้บีบแทน บีบให้แน่นประมาณ 3-5 วินาที และหยุดพักประมาณ 10-15 วินาที หลังจากนั้นค่อยเริ่มเล้าโลมใหม่ เป็นการเพิ่มอารมณ์รักที่ละมุนและยังฝึกให้มีความ อดทนมากขึ้น เรียกเทคนิคนี้ว่า Squeeze technique เตือนไว้นิดว่า ระวังคุณผู้หญิงเกิด มันเขี้ยวขึ้นมาล่ะ บีบแรงจนคุณหน้าเขียว อาจจะไม่หลั่งออกมาอีกเลย</p>
<p>3. การพลิกแพลงท่วงท่าลีลารักขณะมีเพศสัมพันธ์ วิธีนี้ต้องได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากฝ่ายหญิง จากเดิมที่คุณมักจะอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นท่าที่ผู้ชายจะหลั่งเร็วมากที่สุด ก็ให้เธออยู่ด้านบน เป็นฝ่ายควบคุมเกมรักทั้งหมด อาจเปลี่ยนเป็นท่าตะแคงบ้าง พอฝ่ายหญิงมีอารมณ์ใกล้ถึงจุดสุดยอดแล้วค่อยดำเนินเกมไปให้ถึงฝั่งฝันพร้อมๆกัน</p>
<p>แต่หนุ่มไทยมักติดนิสัยขี้เกียจ ชอบสูตรสำเร็จ</p>
<p>จึงมีคำถามตามมาว่า มียารักษามั้ย คำตอบของผมก็คือ มี แต่ใช้ได้กับบางรายเท่านั้น เพราะเป็นยาที่ใช้ในกลุ่มคนไข้ทางจิต โรคซึมเศร้า เป็นกลุ่มยาต้านซึมเศร้า ใช้ได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหยุดยาก็จะกลับ มาเป็นอีก ซ้ำยังมีผลข้างเคียงบางอย่างด้วย จึงไม่อยากแนะนำให้ใช้ ส่วนยาชาหรือทา เฉพาะที่ก็เช่นเดียวกัน ยังต้องมีการศึกษาผลถึงข้างเคียงในระยะยาว บรรดายาผีบอกที่ อวดอ้างสรรพคุณให้คุณเสียเงินเสียทองจึงเป็นยาหลอกเท่านั้น</p>
<p>อย่าง คำถามของหนุ่มน้อยคนนี้ &#8211; ผมอายุแค่ 24 ปีครับ แต่มีปัญหาเรื่องการหลั่งเร็วและอ่อนตัวไวด้วย ทุกครั้งที่มีอะไรกับแฟน มันจะ แข็งได้เพียง 5-10 วินาทีเท่านั้น แล้วพอร่วมเพศก็จะหลั่งไวเร็วมาก ขยับตัวไม่กี่ครั้งก็ ออกแล้ว ผมว่า ไม่เกิน 30 วินาทีด้วยซ้ำ ผมเครียดมาก กลัวแฟนทิ้งเพราะเรื่องนี้ อยากทราบว่ามีวิธีการบำบัดรักษา ไหมครับ &#8211; น่ากลุ้มใจแทนคุณเช่นกัน เดี๋ยวนี้ปัญหาการหลั่งเร็วเกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มๆอย่างคุณ ค่อนข้างมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ปัญหาของคุณนั้นน่าจัดอยู่ในภาวะการหย่อน สมรรถภาพทางเพศอย่างแรงเลยทีเดียว ต้องได้รับการรักษา แต่คุณไม่ได้ให้รายละเอียดว่า คุณมีอารมณ์เพศมากน้อยแค่ไหน เพราะบางคนอาจจะแค่ฝืนใจทำไปตามหน้าที่สามี</p>
<p>บางคนกลับจากงานก็เหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว เห็นหน้าแฟนในสภาพเร้าอารมณ์ ก็อยากจะทำ ทั้งร่างกายไม่เอื้ออำนวยเท่าไหร่ หรือบางคนไม่มีอารมณ์เลยแต่ต้องทำเพราะกลัวจะเสียโอกาสก่อนที่อวัยวะแห่งความเป็นชายจะทำงานได้นั้นต้องมีสิ่งเร้ามากพอ ร่างกายจึงจะ ตอบสนอง นั่นคือ ต้องมีอารมณ์และมีความต้องการที่จะร่วมรัก ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยฮอร์โมน เพศชายเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง ผู้ชายหลายคนที่ขาดฮอร์โมนเพศ หรือไม่มี ปริมาณฮอร์โมนเพศชายอยู่ในระดับที่ปกติ ไม่ว่าจะเกิดจากภาวะสูงวัย การทำงานหนัก และพักผ่อนไม่เพียงพอ ทานอาหารไม่ถูกส่วนหรือไม่มีสารอาหารที่ช่วยกระตุ้นการสร้าง ฮอร์โมนเพศชายเช่น แร่ธาตุสังกะสี เบต้าแคโรทีน บางคนยังชอบสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า นอนดึก ก็จะทำให้เกิด</p>
<p>การหย่อนสมรรถภาพทางเพศคือ การอ่อนปวกเปียกของเจ้าหนูนี่เอง คุณลองไปตรวจระดับฮอร์โมนเพศชายดู ถ้ามันอยู่ต่ำกว่าระดับสูงสุดมาเกิน 20 % ซึ่งปกติ ควรอยู่ที่ประมาณ 2.8-8.8 นาโนกรัม/มิลลิกรัม แสดงว่า คุณประสบปัญหาเรื่องฮอร์โมนแล้ว ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อหาวิธีเพิ่มฮอร์โมนเพศชายของคุณ ถ้าฮอร์โมนเต็มเปี่ยม ปัญหาก็น่าจะอยู่ที่สภาพจิตใจและร่างกายครับ</p>
<p>ลองสังเกตง่ายๆว่า คุณยังมีการแข็งตัวในตอนเช้าอยู่ไหม ถ้ามีอยู่ประมาณสัปดาห์ละ 2-3 วันก็แสดงว่า น่าอยู่ที่สภาพจิตใจที่ไม่พร้อมที่จะมีกิจกรรมแห่งความรัก ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ ต้องให้ จิตแพทย์ช่วยแนะนำและแก้ไข</p>
<p>ส่วนถ้าจิตใจก็เต็มร้อย แต่เจ้าหนูไม่สู้เอง คุณควรมาดูแลสุขภาพร่างกายของคุณให้ สมบูรณ์ ทั้งหมั่นออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ครบหมวดหมู่ งดสิ่งของมึนเมาต่างๆและบุหรี่ จากนั้นหาเวลาว่างๆหัดบริหารเจ้าหนูของคุณเองด้วย การกระตุ้นให้มีการตื่นตัวเป็นประจำ ถ้ามีสาวคนรักเป็นตัวเป็นตนก็วานให้เธอช่วยเหลือ ด้วยมือหรือปากของเธอก็ได้ จะเป็นสร้างความเคยชินต่อการกระตุ้นให้มันกลับมาทำงาน ได้อีก ลดการหลั่งเร็วด้วย</p>
<p>ซึ่งบางครั้งบางคราวอาจใช้ยาชาเฉพาะที่ก็ได้ แต่ไม่แนะนำให้ ใช้ไปนานๆ เพราะจะทำให้ปลายประสาทสัมผัสตรงส่วนนั้น มันชาด้านไปเลย นักเพศบำบัดบางท่านก็แนะนำให้ทำการช่วยตัวเองจนหลั่งออกมาครั้งหนึ่งก่อนที่ จะมีกิจกรรมกับสาวคนรักเพื่อให้การมีเพศสัมพันธ์ครั้งต่อมานั้นยาวนานขึ้น หรือการสวม ถุงยางอนามัยในบางครั้งก็ช่วยหนุ่มหลั่งเร็วบางรายได้ คุณผู้ชายทั้งหลายครับ</p>
<p>การเป็นนักรักที่ดีต้องมีเทคนิคในการร่วมรักที่ดีด้วย ไม่ใช่เอาแต่มุ่งถล่มจุดยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว คุณต้องมีการแลกเปลี่ยนความรู้สึก กับหญิงสาวบ้าง มีการสัมผัสที่อ่อนโยนในส่วนต่างๆที่เร้าอารมณ์เลียก่อน การหลั่งช้าหรือเร็ว มันอยู่ที่ใจและการฝึกฝน คุณอยากเป็นอะไรล่ะ ระหว่างสิงห์ สนามจริงหรือหมูสนามซ้อม จำไว้ว่า ใช้มันเสียก่อนที่จะเสียมันไป ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน</p>
<p>แหล่งที่มา : คลีนิกรัก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sex.msn.in.th/sex-10.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน้า7 หลัง7 เจ็บกันระนาว</title>
		<link>http://sex.msn.in.th/sex-9.html</link>
		<comments>http://sex.msn.in.th/sex-9.html#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2010 09:16:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[sex]]></category>
		<category><![CDATA[หน้า7 หลัง7 เจ็บกันระนาว]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sex.msn.in.th/?p=33</guid>
		<description><![CDATA[หน้า7 หลัง7 เจ็บกันระนาว
ผมไม่รู้ใครเป็นคนบัญญัติสูตรนี้ขึ้นมา มันสร้างความเจ็บปวดมาแยะแล้ว สักแต่ได้ยินมาแล้วก็เอามาใช้ ใช้โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างไร บางคนก็ว่าหลังจากรอบเดือนหมดแล้วก็นับหนึ่ง
&#8221; ก็..บอกว่า &#8220;หลัง&#8221; หลังก็ต้องหมดแล้วซิ &#8221;
ใช่เลยครับ&#8230;..ก็..เรียบร้อยยยย&#8230; ท้องซิครับ
ความหมายที่แท้จริง
7 หน้าหมายความว่า 7 วันก่อนรอบเดือนจะมา
7 วัน หลังหมายความว่า 7 วันนับจากวันแรกที่รอบเดือนมา
สมมุติว่ารอบเดือนมาวันที่ 10 11 12 13
7วันหน้า หรือ7วันก่อนคือวันที่ 3 4 5 6 7 8 9
7 วันหลัง คือวันที่ 10 11 12 13 14 15 16
กรณี 7วันหลัง
ถ้าไม่มีการร่วมเพศในวันที่มีรอบเดือน ก็แปลว่าจะมีวันที่มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยแค่ไม่กี่วัน ถ้ามีรอบเดือน 3 วัน ก็มีวันปลอดภัยเหลือ 4วัน ถ้ารอบเดือนมา 5 วันก็จะมีวันปลอดภัยเหลือ 2 วัน ตรงไปตรงมา (ถ้าคุณจะฝ่าไฟแดงก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หน้า7 หลัง7 เจ็บกันระนาว<br />
ผมไม่รู้ใครเป็นคนบัญญัติสูตรนี้ขึ้นมา มันสร้างความเจ็บปวดมาแยะแล้ว สักแต่ได้ยินมาแล้วก็เอามาใช้ ใช้โดยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างไร บางคนก็ว่าหลังจากรอบเดือนหมดแล้วก็นับหนึ่ง</p>
<p>&#8221; ก็..บอกว่า &#8220;หลัง&#8221; หลังก็ต้องหมดแล้วซิ &#8221;</p>
<p>ใช่เลยครับ&#8230;..ก็..เรียบร้อยยยย&#8230; ท้องซิครับ<span id="more-33"></span></p>
<p>ความหมายที่แท้จริง<br />
7 หน้าหมายความว่า 7 วันก่อนรอบเดือนจะมา<br />
7 วัน หลังหมายความว่า 7 วันนับจากวันแรกที่รอบเดือนมา</p>
<p>สมมุติว่ารอบเดือนมาวันที่ 10 11 12 13</p>
<p>7วันหน้า หรือ7วันก่อนคือวันที่ 3 4 5 6 7 8 9</p>
<p>7 วันหลัง คือวันที่ 10 11 12 13 14 15 16</p>
<p>กรณี 7วันหลัง</p>
<p>ถ้าไม่มีการร่วมเพศในวันที่มีรอบเดือน ก็แปลว่าจะมีวันที่มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยแค่ไม่กี่วัน ถ้ามีรอบเดือน 3 วัน ก็มีวันปลอดภัยเหลือ 4วัน ถ้ารอบเดือนมา 5 วันก็จะมีวันปลอดภัยเหลือ 2 วัน ตรงไปตรงมา (ถ้าคุณจะฝ่าไฟแดงก็สามารถทำได้ แต่ก็ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่มีอันตรายอะไร)</p>
<p>กรณี7วันหน้า หรือ7วันก่อน</p>
<p>ก็แปลว่าคุณต้องรู้ว่าจะมีรอบเดือนคราวต่อไปเมื่อไหร่ คุณจึงสามารถกะได้ว่า 7 วันนั้นคือวันที่เท่าไหร่ สมมุติว่าคุณสามารถกะได้ว่ารอบเดือนคุณจะมาเดือนหน้าวันที่ 13 คุณก็รู้ได้ว่าวันปลอดภัยคือวันที่ 6 7 8 9 10 11 12 ดังนั้นพอถึงวันที่ 6 คุณก็รู้ว่าถึงวันปลอดภัยแล้ว มีเพศสัมพันธ์กันได้โดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะตั้งครรภ์</p>
<p>แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเดือนหน้ารอบเดือนจะมาเมื่อไหร่</p>
<p>การนับวันปลอดภัยนี้ใช้ได้เฉพาะคนที่มีรอบเดือนมา &#8220;สม่ำเสมอ&#8221; เท่านั้น เช่น</p>
<p>คนหนึ่งมีระยะรอบเดือน28วัน ก็แปลว่าทุกๆ 28 วันก็จะมีรอบเดือนครั้งหนึ่ง เช่น รอบเดือนมาวันแรกวันที่ 20 กันยายน นับมาอีก 28 วัน ครบ28 วันตรงกับวันที่ 17 ตุลาคม พอวันที่18 ตุลาคมรอบเดือนก็จะมา เดือนหน้านับไปอีก 28วัน ก็จะครบ28วันตรงกับวันที่14 พฤศจิกายน รอบเดือนก็จะมาวันที่ 15 พฤศจิกายน อย่างนี้เรียกว่ารอบเดือน&#8221;มาสม่ำเสมอ&#8221; หรือ&#8221;มาตรงกำหนด&#8221; (แต่ไม่ตรงวันที่ของปฎิทิน]</p>
<p>หรืออีกคนมีระยะรอบเดือน 32 วัน ก็แปลว่าทุกๆ 32 วันจะมีรอบเดือนมาครั้งหนึ่ง เช่น รอบเดือนมา วันที่ 11 เมษายน นับมาอีก 32วัน จะครบวันที่ 12 พฤษภาคม ดังนั้นวันที่ 13 พฤษภาคมรอบเดือนก็จะมา คนๆนี้ก็สามารถคาดได้ว่าเดือนมิถุนายน รอบเดือนจะมาวันที่ 14 มิถุนายน ช่วงปลอดภัยของเธอคือ 7 8 9 10 11 12 13 มิถุนายน</p>
<p>กรณีที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถใช้วิธีนับวันปลอดภัยได้</p>
<p>อย่างบางคน รอบเดือนมาสะเปะสะปะ เดือนก่อนโน้น มาวันที่ 15ของปฏิทิน เดือนต่อมามาวันที่ 12 แล้วเดือนต่อมามาวันที่ 19 หรือเอาแน่นอนไม่ได้ มาบ้างไม่มาบ้าง อย่างนี้จะใช้วิธีนับวันปลอดภัยไม่ได้</p>
<p>ถ้ามีเพศสัมพันธ์ในวันมีรอบเดือนจะปลอดภัยไหม</p>
<p>โดยปกติก็ปลอดภัย ถ้ารอบเดือนคุณไม่มามากกว่าคราวละ 7วัน</p>
<p>ถ้ามีเพศสัมพันธ์เลย 7วันหลังไปวันสองวันจะปลอดภัยไหม</p>
<p>กรณีนี้ต้องอธิบายยาวหน่อย สิ่งแรกที่คุณต้องทราบก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีไข่สุกแล้วไม่มีการปฏิสนธิ อีก 14 วันรอบเดือนก็จะมา สมมุติว่าไข่ตกวันที่ 12 มิถุนายน แล้วไม่มีเพศสัมพันธ์กันเลย วันที่ 26 มิถุนายน รอบเดือนก็จะมา</p>
<p>แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าไข่จะตกเมื่อไหร</p>
<p>คนที่รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาสะเปะสะปะ มาบ้างไม่มาบ้าง เอาแน่นอนไม่ได้ ก็ไม่มีทางคำนวนได้</p>
<p>แต่ถ้ารอบเดือนมาสม่ำเสมอ คุณกะวันที่รอบเดือนจะมาคราวหน้าได้ คุณก็สามารถกะวันไข่ตกได้ เช่น ระยะรอบเดือนของคุณมาทุก 26 วันแน่นอน ครบ 26 วันก็มา อย่างนี้คุณก็สามารถกะวันรอบเดือนจะมาคราวหน้าได้ เช่น เดือน มิถุนายน รอบเดือนมาวันที่ 11 นับไปอีก 26 วัน ก็ตรงกับวันที่ 6กรกฏาคม ดังนั้นเดือนกรกฏาคม รอบเดือนควรมาวันที่ 7</p>
<p>นับถอยหลังมา 14 วัน ก็จะตรงกับวันที่ 23 มิถุนายน ก็คือวันไข่สุก นั่นคือวันไม่ปลอดภัยสุดๆ</p>
<p>แต่การสุกของไข่ก็ไม่ได้เป๊ะๆ อย่างนั้น อาจสุกก่อนหน้านั้นสองวัน หรือหลังนั้นวันสองวันก็ได้ จึงต้องเผื่อไว้อีก 4 วัน คือวันที่ 21 22 24 25 ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมี 5 วัน คือวันที่ 21 22 23 24 25 มิถุนายน</p>
<p>แต่ไข่เมื่อสุกแล้วก็มีคุณสมบัติที่จะอยู่ผสมได้อีก 24 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาอีก 1วัน คือวันที่ 26 (สมมุติว่ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 26 ไข่สุกวันที่ 25 ก็ยังท้องได้) ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงเพิ่มมาอีก 1 วัน รวมเป็น 6 วันคือ 21 22 23 24 25 26</p>
<p>ยัง..ยังไม่หมดแค่นั้น เชื้ออสุจิเมื่อเข้ามาในตัวหญิงนั้น มีคุณสมบัติที่จะผสมกับไข่ได้อีก 48 ชั่วโมง ดังนั้นวันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาอีก 2 วัน คือวันที่ 19 20 (ถ้ามีเพศสัมพันธ์วันที่ 19 แล้วเกิดไข่สุกวันที่ 21 ก็ท้องได้ ) รวมแล้ววันไม่ปลอดภัยจึงมีเพิ่มมาเป็น 8 วัน คือวันที่ 19 20 21 22 23 24 25 26 จะเห็นได้ว่ากรณีนี้ถ้าคุณมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังไป 2 วัน (รอบเดือนมาวันที่ 11 และ7 วันหลังคือ 11 12 13 14 15 16 17 ) คือวันที่19 ก็ไม่ปลอดภัยแล้ว</p>
<p>แต่ถ้าเกิดระยะรอบเดือนคุณยาว เช่น 33วันมาครั้ง (ดูตามปฏิทิน รอบเดือนจะเลื่อนออกไปทุกเดือน) กรณีนี้สบายใจได้หน่อย</p>
<p>ยกตัวอย่างกรณีข้างต้น เป็นอีกคนที่มีระยะรอบเดือน 33 วัน รอบเดือนมาวันที่ 11 มิถุนายน คราวต่อไป(นับไปอีก 33 วัน) รอบเดือนก็จะมาวันที่ 14 กรกฏาคม ไข่คนนี้จะสุกวันที่30มิถุนายน (นับถอยหลังมา 14 วันจากวันที่ 14) วันไม่ปลอดภัย 8 วันนั้นคือ 26 27 28 29 30 มิถนายน 1 2 3 กรกฏาคม ดังนั้นถ้าคนนี้มีเพศสัมพันธ์วันที่ 19 (เลย 7วันหลังมา 2วัน) ก็ยังอุ่นใจว่า ยังห่างจากวันไม่ปลอดภัยแยะ ก็ไม่น่าตั้งท้อง</p>
<p>จะเห็นได้ว่า คน สองคนมีเพศสัมพันธ์เลย 7 วันหลังไป 2 วันเหมือนกัน แต่โอกาสเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าระยะรอบเดือนของคนนั้นสั้นหรือยาว</p>
<p>สรุป</p>
<p>1. ถ้ารอบเดือนคุณมาไม่ส่ำเสมอ ก็อาจมีเพศสัมพันธ์ช่วงมีรอบเดือนได้ค่อนข้างปลอดภัยถ้ามีรอบเดือนไม่เกิน 7วัน</p>
<p>2. ถ้าระยะรอบเดือนของคุณสั้น การมีเพศสัมพันธ์ในช่วง 7วันหลังโดยเฉพาะวันท้ายๆก็หมิ่นเหม่ทีเดียว</p>
<p>3. การจะใช้วิธีนับวันปลอดภัย 7หน้า7หลัง ควรเป็นคนที่มีรอบเดือนมาส่ำเสมอ</p>
<p>4. หลังจาก &#8220;7วันหลัง&#8221; (นับจากวันแรกที่รอบเดือนมา) แล้ว ความปลอดภัยจะลดลงเรื่อยๆ จนถึง 8วันอันตรายที่ไม่ปลอดภัยคือช่วงเสี่ยงสุดๆ พอพ้น 8วันอันตรายไปแล้ว ความปลอดภัยก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนถึง 7วันก่อนรอบเดือนคราวหน้าจะมาก็จะเป็นช่วงปลอดภัยหายห่วงอีกครั้ง</p>
<p>เมื่อเดือนสองเดือนที่แล้ว มีวารสารการแพทย์ฉบับหนึ่งได้รายงานการวิจัยหญิงที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ 28 วัน จำนวนประมาณ 200 คน พบว่า ความรู้เดิมๆที่เราเคยเชื่อกันว่า มีไข่ตกในช่วง 8 วันอันตรายนั้นไม่จริงเสียแล้ว ถ้าเปรียบการตกไข่เหมือนฝนตกแล้ว ฝนจะตกชุกในช่วง8วันอันตราย ส่วนวันอื่นๆก็อาจมีฝนตกได้บ้างเปาะแปะ รวมทั้ง 7วันแรกที่มีรอบเดือน และ 7 วันก่อนมีรอบเดือนก็อาจมีไข่ตกได้ อย่างไรก็ตามผู้รายงานสรุปว่า จำนวนตัวอย่างที่ทำยังน้อย คงต้องทำมากกว่านี้เพื่อหาคำอธิบายว่าทำไม่จึงเป็นอย่างนั้น</p>
<p>สำหรับผมจึงอยากเตือนว่า การใช้วิธีนับวันนั้นไม่ค่อยปลอดภัยนัก ถ้ายังไม่แต่งงานแล้วมีเพศสัมพันธ์ละก้อ ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ดีที่สุดครับ</p>
<p>แหล่งที่มา : นายแพทย์รุ่งโรจน์ ตรีนิติ 27 ธันวาคม 2000</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sex.msn.in.th/sex-9.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมผู้หญิงหน่าย SEX เร็วกว่า</title>
		<link>http://sex.msn.in.th/sex-8.html</link>
		<comments>http://sex.msn.in.th/sex-8.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 22 Feb 2010 02:23:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เพศศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[sex]]></category>
		<category><![CDATA[ความต้องการทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดท้องน้อย]]></category>
		<category><![CDATA[เซ็กส์]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://sex.msn.in.th/?p=30</guid>
		<description><![CDATA[ทำไมผู้หญิงหน่าย SEX เร็วกว่า ??
ก็แปลกเหมือนกันนะครับที่ปัญหาไม่อยากมีเพศสัมพันธ์นี้มักจะเป็นแต่ผู้หญิง แต่ในกรณีที่ผู้หญิงอยากแต่ผู้ชายไม่อยากนี่กลับเจอน้อยกว่ากันเยอะ ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้น ความต้องการทางเพศก็จะลดน้อยลง ยิ่งมีลูกมากเท่าไรก็ยิ่งมีความต้องการเรื่องอย่างว่านี้น้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ผู้ชายนี่สิความต้องการทางเพศยังค่อนข้างคงที่เสมอต้นเสมอปลาย บางทียิ่งแก่ยิ่งตัณหากลับ ก็เลยเกิดการไม่สมดุลกันระหว่างความต้องการทางเพศของคู่สามีภรรยา เมื่อทั้งคู่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วเจ้าของสำคัญของผู้ชายก็ดูแลรักษาง่าย ไม่เคยเจ็บไม่เคยป่วย นึกอยากจะใช้งานตอนไหนก็ใช้ได้ทันทีไม่มีชักช้า แต่ของผู้หญิงนี่สิ…มันยุ่งยากซับซ้อนเดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ มีเรื่องให้เป็นกันได้ร้อยๆ โรค บางคนมาหาหมอเดือนละสี่ครั้งไม่ซ้ำโรคกันเลยก็มี…เวลาตรวจไม่ทันได้เห็นหน้าก็จำได้แล้ว!!! บางทีอาจจะมีตกขาวเยอะ บางทีก็ปวดท้องน้อย บางทีก็มีเลือดออกกะปริดกะปรอย พอมีความผิดปกติเกิดขึ้นมันก็เลยไม่ค่อยมั่นใจ ความต้องการทางเพศก็เลยป่วยตามไปด้วย
บางคนเวลามาหาหมอยังต้องขอใบรับรองแพทย์ไปด้วยเลย หมออย่างเราก็แสนซื่อ ถามว่าจะเอาไปลางานหรือครับ ที่ไหนได้ เอาไปลากิจกับสามีนี่เอง เลยต้องเขียนว่า &#8221; มีอาการปวดท้องน้อย เห็นควรให้งดเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 15 วัน&#8221; เวลาไม่อยากมีเรื่องอย่างว่าก็เอาหมอมาอ้างขัดตาทัพไว้ก่อนแบบนี้ก็มี
ส่วนในเรื่องของอารมณ์แล้ว ความต้องการทางเพศของผู้หญิงก็ไวต่อความเครียดมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงเวลาเครียดมักจะไม่มีอารมณ์อย่างว่าซะทุกที แต่สำหรับผู้ชายกลับแสดงออกมาได้หลากหลาย บางคนก็เครียดจนล้มไม่ลุก ปลุกไม่ตื่น ไม่แข็งตัวขึ้นมาเอาดื้อๆ แต่ผู้ชายบางคนกลับมีอารมณ์ทางเพศรุนแรงขึ้นเพื่อระบายความเครียดก็มี
แล้วถ้าหากความต้องการทางเพศมันไม่สมดุลกันอย่างนี้…แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ
จูนคลื่นความเข้าใจ ทางออกเมื่อหน่าย SEX
อันดับแรก ถ้าคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกันและกันดี ผมว่าการพูดคุยกันตรงไปตรงมานี่แหละเป็นดีที่สุด บอกคุณสามีให้รู้สิครับว่า กายคุณอยู่ในสภาพไหน…มีตกขาว ปวดท้องน้อย ไม่สบายอะไรก็บอกกันตรงไปตรงมา แล้วใจล่ะตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพไหน เครียดเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า กายกับใจอย่างนี้ไม่พร้อมนะสำหรับเรื่องอย่างว่า…อยู่กันทุกวัน คุณสามีก็สามารถเรียนรู้ได้เองแหละครับว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมผู้หญิงหน่าย SEX เร็วกว่า ??</p>
<p>ก็แปลกเหมือนกันนะครับที่ปัญหาไม่อยากมีเพศสัมพันธ์นี้มักจะเป็นแต่ผู้หญิง แต่ในกรณีที่ผู้หญิงอยากแต่ผู้ชายไม่อยากนี่กลับเจอน้อยกว่ากันเยอะ ผู้หญิงเมื่ออายุมากขึ้น ความต้องการทางเพศก็จะลดน้อยลง ยิ่งมีลูกมากเท่าไรก็ยิ่งมีความต้องการเรื่องอย่างว่านี้น้อยลงไปเรื่อยๆ แต่ผู้ชายนี่สิความต้องการทางเพศยังค่อนข้างคงที่เสมอต้นเสมอปลาย บางทียิ่งแก่ยิ่งตัณหากลับ ก็เลยเกิดการไม่สมดุลกันระหว่างความต้องการทางเพศของคู่สามีภรรยา เมื่อทั้งคู่อายุมากขึ้นเรื่อยๆ<span id="more-30"></span></p>
<p>แล้วเจ้าของสำคัญของผู้ชายก็ดูแลรักษาง่าย ไม่เคยเจ็บไม่เคยป่วย นึกอยากจะใช้งานตอนไหนก็ใช้ได้ทันทีไม่มีชักช้า แต่ของผู้หญิงนี่สิ…มันยุ่งยากซับซ้อนเดี๋ยวเป็นโน่น เดี๋ยวเป็นนี่ มีเรื่องให้เป็นกันได้ร้อยๆ โรค บางคนมาหาหมอเดือนละสี่ครั้งไม่ซ้ำโรคกันเลยก็มี…เวลาตรวจไม่ทันได้เห็นหน้าก็จำได้แล้ว!!! บางทีอาจจะมีตกขาวเยอะ บางทีก็ปวดท้องน้อย บางทีก็มีเลือดออกกะปริดกะปรอย พอมีความผิดปกติเกิดขึ้นมันก็เลยไม่ค่อยมั่นใจ ความต้องการทางเพศก็เลยป่วยตามไปด้วย</p>
<p>บางคนเวลามาหาหมอยังต้องขอใบรับรองแพทย์ไปด้วยเลย หมออย่างเราก็แสนซื่อ ถามว่าจะเอาไปลางานหรือครับ ที่ไหนได้ เอาไปลากิจกับสามีนี่เอง เลยต้องเขียนว่า &#8221; มีอาการปวดท้องน้อย เห็นควรให้งดเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 15 วัน&#8221; เวลาไม่อยากมีเรื่องอย่างว่าก็เอาหมอมาอ้างขัดตาทัพไว้ก่อนแบบนี้ก็มี</p>
<p>ส่วนในเรื่องของอารมณ์แล้ว ความต้องการทางเพศของผู้หญิงก็ไวต่อความเครียดมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงเวลาเครียดมักจะไม่มีอารมณ์อย่างว่าซะทุกที แต่สำหรับผู้ชายกลับแสดงออกมาได้หลากหลาย บางคนก็เครียดจนล้มไม่ลุก ปลุกไม่ตื่น ไม่แข็งตัวขึ้นมาเอาดื้อๆ แต่ผู้ชายบางคนกลับมีอารมณ์ทางเพศรุนแรงขึ้นเพื่อระบายความเครียดก็มี</p>
<p>แล้วถ้าหากความต้องการทางเพศมันไม่สมดุลกันอย่างนี้…แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ</p>
<p>จูนคลื่นความเข้าใจ ทางออกเมื่อหน่าย SEX</p>
<p>อันดับแรก ถ้าคุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกันและกันดี ผมว่าการพูดคุยกันตรงไปตรงมานี่แหละเป็นดีที่สุด บอกคุณสามีให้รู้สิครับว่า กายคุณอยู่ในสภาพไหน…มีตกขาว ปวดท้องน้อย ไม่สบายอะไรก็บอกกันตรงไปตรงมา แล้วใจล่ะตอนนี้กำลังอยู่ในสภาพไหน เครียดเรื่องอะไรอยู่หรือเปล่า กายกับใจอย่างนี้ไม่พร้อมนะสำหรับเรื่องอย่างว่า…อยู่กันทุกวัน คุณสามีก็สามารถเรียนรู้ได้เองแหละครับว่า ถ้าอยากถูกหวยอารมณ์ดี คืนนี้เตรียมลุยได้เลย แต่ถ้าวันไหนถูกกินก็อย่าริอ่านไปสะกิดซะให้ยาก เดี๋ยวจะถูกถีบตกเตียงเสียเปล่าๆ</p>
<p>อยู่กันอย่างเข้าใจกัน รู้ใจกัน อ่านใจอ่านอารมณ์กันได้ รู้ว่าวันไหนเราควรจะรุก วันไหนเราควรจะรับ ชีวิตคู่ก็มีความสุข ไม่เห็นจะยากเลยใช่ไหมครับ</p>
<p>แต่ที่มันยากก็ตรงที่ว่า ไม่ใช่ทุกคู่นี่ครับที่เข้าใจอะไรกันง่ายๆ สามีบางคนก็เอาแต่ใจตัวเอง ไม่เห็นหัวจิตหัวใจเมียเลย บอกว่าไม่มีอารมณ์ ยังไม่พร้อมก็ยังเอาจนได้ มันน่าตัดทิ้งนัก ถ้าสามีหน้ามืดแบบนี้บ่อยๆ คงต้องหาวิธีเอาตัวรอดกันเองแล้วครับ แต่ละคนก็แต่ละเทคนิค เป็นหมอสูติฯมานาน คนไข้มาแอบเล่าให้ฟังบ่อยๆ ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟังนะครับ</p>
<p>กรณีศึกษา ภรรยาเซย์โน SEX</p>
<p>กรณีแรกนี่ก็พยาบาลตัวดีหน้าห้องผมนี่เองครับ เห็นสวยๆ น่ารักแต่ใจร้ายน่าดู เธอไม่มีทางให้สามีได้แอ้มง่ายๆ หรอก ถ้าจะยอมก็ต้องเป็นโอกาสพิเศษจริงๆ บางทียังแอบสงสารสามีมันแทบตาย แต่สามีเค้าไม่รู้เรื่องอะไรหรอกครับ กลับมาบ้านเมียก็เอาใจหาน้ำหาท่ามาให้กิน ทำกับข้าวให้กิน ดูแลเป็นอย่างดี ถึงเวลาเข้านอน กลับง่วงนอนน่าดู หัวถึงหมอนก็หลับไม่ได้สติ หลับยาวไปถึงเช้าไม่มีโอกาสได้แอ้มสักครั้ง เพราะหลับสนิทสลบเหมือดทุกวัน ตื่นเช้าก็หอมกันทีแยกย้ายกันไปทำงาน เดือนนึงสามีจะนอนไม่หลับ ตาสว่าง ทำเรื่องอย่างว่าเป็นเรื่องราวแค่สองครั้งเองมั้ง</p>
<p>คุณพยาบาลผมแกมาเล่าให้ฟังแต่อย่าได้ให้ไปถึงหูสามีแกเด็ดขาดนะ เพราะเธอเอายานอนหลับผสมน้ำให้กินหลังอาหารทุกเย็น วันไหนครึ้มๆ ไม่ให้กินก็เป็นอันได้เรื่องทุกที คุณสามีที่มีเมียเป็นพยาบาลก็ต้องระวังตัวกันหน่อยนะ ถ้าหลับง่ายหลับดายผิดปกติ คงต้องพยายามหาอะไรกินนอกบ้านบ้าง วันไหนกินข้าวที่บ้านแล้วหลับเป็นตาย แต่กินนอกบ้านแล้วตาสว่างก็ชัวร์เลยล่ะ</p>
<p>พยาบาลหน้าห้องผมอีกคนก็คล้ายๆ กัน ใครได้เป็นภรรยาคงเฉาตาย ก็เธอไม่ชอบเรื่องอย่างว่าเหมือนกัน แอบๆ ถามดูว่ามีวิธีหลบหลีกยังไงเธอก็ตอบด้วยความมั่นใจเลยครับว่า ไม่ต้องหลบไม่ต้องหลีกกันให้ลำบากหรอก ใส่กางเกงยีนส์นอนมันซะเลย ต่อให้พยายามแกะ พยายามถอดยังไงมันก็ไม่สำเร็จ ปล้ำถอดกันค่อนคืนไม่สำเร็จเดี๋ยวก็เลิกไปเอง กลายเป็นว่ารู้กันวันไหนใส่กางเกงขายาวนอนก็อย่ามาแซะซะให้ยาก วันไหนใส่ชุดนอนวาบหวิว ก็มีความหวัง อย่างนี้ก็ดีเหมือนกันนะครับที่ใช้ชุดนอนเป็นตัวบอกเป็นนัยๆ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องบอก แต่ก็เข้าใจกันก็พอแล้ว</p>
<p>วิธีหลบหลีกอีกวิธีหนึ่งก็คือ ไม่เข้านอนพร้อมกัน บางทีก็ทำเป็นง่วงเข้านอนก่อน แกล้งทำเป็นหลับไปเลย พอสามีเข้านอนเห็นหลับไปแล้วอาจจะไว้ชีวิตกันบ้าง แต่ยามมีอารมณ์ขึ้นมาแล้วแม้จะหลับอยู่ก็มีสิทธิโดนแซะขึ้นมาได้เหมือนกัน ครั้นจะแกล้งหลับไม่ได้สติอยู่ เดี๋ยวสามีก็จะจับได้ว่าแกล้งหลับ แหม ก็โดนจับแก้ผ้าไปหมดแล้วเห็นทีจะเสียท่าแน่ แบบนี้คงต้องตกกระไดพลอยโจนแล้วล่ะครับ</p>
<p>ถ้าไม่เข้านอนก่อนก็เห็นจะต้องเข้านอนทีหลังปลอดภัยกว่าก็ทำโน่นทำนี่ นั่งดูทีวี กวาดบ้านถูบ้าน ซักผ้า เช็ดรถไปเรื่อยๆ พอสามีหลับไปเรียบร้อยก็ค่อยๆ แอบย่องไปเข้านอน แต่ต้องระวังสามีเจ้าเล่ห์เหมือนกันนะครับ ทำแกล้งเป็นหลับ ที่ไหนได้พอขึ้นเตียงปั๊บ จ๊ะเอ๋ มาแล้วหรือจ๊ะ เสร็จเรียบร้อยอีกจนได้</p>
<p>วิธีหลบหลีก ผมว่ามีอีกหลายร้อยวิธี แต่ถ้าหากมีความต้องการไม่เท่ากันแล้ว ก็ควรสร้างความเข้าใจระหว่างกัน อยู่กันด้วยความรักความเข้าใจซึ่งกันและกัน เรื่องอย่างว่าก็ยอมบ้าง ไม่ยอมบ้าง เวลาสามีทำตัวดี น่ารัก ก็คงต้องให้รางวัลพิเศษกันหน่อย วันไหนทำตัวไม่ดีก็อย่าได้มาแอ้มเลย เอาเป็นว่าอยู่ในหลักของทางสายกลางอย่างที่พระท่านว่าไว้ดีกว่า</p>
<p>บ่อยไปก็ไม่ดี เพราะมันฝืนอารมณ์ตัวเอง</p>
<p>แต่จะหลบหลีกกันตลอดก็ยิ่งไม่ดีใหญ่ ถ้าสามีรู้เข้าว่าเราหลบเราหลีกเขาตลอด บางทีก็ดูเหมือนว่าเราไม่รักเขา สุดท้ายเรื่องอาจไปจบที่มีบุคคลที่สามซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ก็ได้นะครับ ถึงตอนนั้นก็ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว</p>
<p>ผมว่านะ อยู่กันด้วยความรัก ความเข้าใจกันดีกว่า ยั่วบ้าง ยอมบ้าง ไม่ยอมบ้างทำให้มันดูเป็นเรื่องน่าลุ้นน่าตื่นเต้นดีกว่า…รับรองอยู่กันอย่างนี้สามีรักตายเลยล่ะ</p>
<p>แหล่งที่มา : นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 7 ฉบับที่ 85 พฤศจิกายน 2545</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://sex.msn.in.th/sex-8.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

